วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทุกคนครับ


ผมชอบเพลงนี้ เลยขอมอบเพลงนี้ให้กับเพื่อนๆทุกคนครับ


เพลงนี้ก็เป็นบทเพลงนึงที่ผมชื่นชอบเช่นกัน




คิดดี ทำดี วิสาขบูชา

              สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผมนำเรื่องราวดีๆมาฝากเพื่อนกันครับ เรื่องนั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันสำคัญของโลกอีกด้วย วันนี้ิเป็นวันวิสาขบูชาครับ มารู้จักประวัติโดยกันหน่อยนะครับว่าทำไมวันนี้จึงเป็นวันสำคัญ


วันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ดือน ๖ ปีนี้ ตรงกับวันที่ ๑๗ พ.ค.๒๕๕๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖

ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗

ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ

๑. ประสูติ
๒.ตรัสรู้ 
๓. ปรินิพพาน 
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก


เห็นยังครับว่าวันนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ วันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปร่วมกิจรรมทางศาสนาด้วยครับ ผมได้ไป ฟังเทศน์ ฟังธรรม นั่งสมาธิ บำเพ็ญประโยชน์ แลพเวียนเทียน ที่เจดีย์เขาตังกวนครับ 

วันนี้ผมและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รู้สึกอิ่มบุญ มีความสุข รู้สึกสบายใจ รู้สึกมีสมาธิ ได้อะไรหลายอย่างเลยครับ เพื่อนๆครับผมอยากให้เพื่อนๆไปประกอบพิธีทางศาสนาบ้าง ไปทำบุญบ้าง อยากให้เพื่อนคิดดี ทำดี พูดดี ไม่ต้องใหญ่มากหรอกครับ ทำสิ่งเล็กๆทำไปเรื่อยๆ ทำความดีไม่ต้องอายหรอกครับ  

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชวนคุย ชวนเที่ยว เลี้ยว 3 เมือง

                    

                    
สวีดัส สวัสดีครับ 555 วันนี้ ผม จ๊าบ พี่โตน และหยง จะพาเพื่อนๆไปเที่ยวเมืองเจ๋งๆกันผมรับรองเลยว่าเพื่อนต้องชอบ และอยากไปสถานที่ที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ คนแรกที่จะพาไปเที่ยวคับ คือ พี่โตน เรามาดูกันว่า พี่โตนจะพาเพื่อนไปเที่ยวไหนกันครับ
พี่โตน: สวัสดีครับผม ชื่อโตนครับ ประเทศที่ผมกำลังจะเเนะนำให้กับทุกๆคนไปเที่ยวกันในช่วงวันหยุดนี้ถือเป็นประเทศที่ต้องมีเงินใช้จ่ายในการไปเที่ยวมากพอสมควรเลยที่เดียวครับ ขอประกาศเลยก็แล้วกัน นั่นคือประเทศ สหรัฐอเมริกา


บางคนก็เรียกประเทศนี้เเบบย่อๆว่า สหรัฐ หรือ อเมริกา  เป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยรัฐ 50 รัฐ มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนติดต่อ กับแคนาดาทางทิศเหนือ และเม็กซิโกทางทิศใต้ ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับแคนาดา รัสเซียและบาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้ำล้อมรอบ นอกจากนี้ยังมีดินแดนบางส่วนในแคริบเบียน และมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วยครับ^^              เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาคือ วอชิงตันดี.ซี. ส่วนเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ นิวยอร์ก                    


เอาล่ะครับ ตอนนี้ก็ได้รูจักประเทศสหรัฐอเมริกามาพอสมควรเเล้ว คราวนี้ผมขอเสนอสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศนี้กันเลยดีกว่า รับรองครับว่าจะต้องอยากไปกันเเน่นอนเลยที่เดียว
สถานที่เเรกครับนั่นคือ สะพานโกลเดนเกต


สะพานโกลเดนเกต (อังกฤษ: Golden Gate Bridge) ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาสร้างในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ เมื่อปี ค.ศ. 1933 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ตอนกลางสะพานยาว 1,280 เมตร กว้าง 27 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 67 เมตร มีทางรถยนต์ 6 ทาง รถบรรทุก 3 ทาง รถไฟ 2 ทาง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ                        สะพานโกลเดนเกตกลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย ปัจจุบันนี้เองผู้คนทั่วโลกเองก็ยังคงรู้จักสะพานโกลเดนเกตและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา และจากผลการสำรวจสถานที่ที่น่าประทับใจของสถาบันสถาปนิกอเมริกัน พบว่าอยู่ในอันดับที่ 5 ของสถานที่ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาเลยล่ะครับ            มาสถานที่ๆสองเลยนะครับ สวยไม่เเพ้กันเลย นั่นก็คือ น้ำตกไนแองการ่า: Niagara Falls                      


น้ำตกไนแองการ่าแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลก และเป็นแหล่งที่ทำเงินให้กับแคนาดาและสหรัฐอเมริกาปีหนึ่ง ๆ นับจำนวนมหาศาล เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เคยที่จะร้างห่างลาผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนึ่งฤดูใดก็ตามภาพของน้ำตกไนแองการ่าที่ไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่ดูเป็นแอ่งนิ่งและสงบอยู่ในแผ่นดินทางสหรัฐอเมริกา แต่ถัดมาที่มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่กลับเป็นภาพของ กระแสน้ำที่หลั่งทะลักลงจากหน้าผาสูงเป็นแนวกว้าง กระโจนลงสู่พื้นเบื้องล่าง และเพราะแรงกระทบที่ตกลงไป ส่งผลให้เกิดละอองกระเซ็นสาดไปทั่วบริเวณ เมื่อกระทบกับแสงแดดที่สาดเข้าใส่ละอองเหล่านั้นจะปรากฏเป็นภาพของรุ้งกินน้ำ ประดับบริเวณน้ำตกอยู่ตลอดเวลา ส่วนความมหึมาของน้ำตกตรงจุดนี้เขาเรียกกันว่า "แคนาเดี่ยนฟอลส์" ส่วนบริเวณชั้นของน้ำตกส่วนล่างลงมา ซึ่งก็เป็นบริเวณที่เป็นชั้นน้ำตก ตกลงไปกระทบพื้นล่าง เป็นระดับแนวยาวขนานกันกับชั้นบนมามีชื่อเรียกว่า "อเมริกัน ฟอลส์"
เอาล่ะครับสถานที่ต่อไปนี้คงจะคุ้นหูกันพอพมควรเลยล่ะครับ นั่นคือ ลาสเวกัส




ลาสเวกัส ( Las Vegas) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เป็นสถาณที่ที่ชาวอเมริกันและคนทั่วโลก ให้ฉายาว่า "เมืองแห่งบาป" (Sin City) หรือ นักเขียนบางคนให้ชื่อว่าเป็น "America's Playground" หรือสนามเด็กเล่นของสหรัฐอเมริกา                 ลาสเวกัสเป็นสถาณที่ที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเมืองทั้งเมืองเจริญเติบโตขึ้นมาจากความก้าวหน้าของกิจการการพนัน เป็นแรงดึงดูดหลักให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา ต่อมาก็ได้พัฒนาไปสู่ธุรกิจบริการใกล้เคียง ได้แก่ โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความโอ่อ่าอลังการ และขนาดใหญ่มากกว่าที่อื่นในโลก จะหาได้ค่อนข้างยากที่จะมีบ่อนการพนัน และโรงแรมมารวมตัวกันอย่างแน่นหนาในบริเวณใกล้เคียงกันเหมือนกับเมืองลาสเวกัส แห่งนี้ โดยในที่สุด ปัจจุบันนี้ คนไปเที่ยวลาสเวกัสไม่ได้เป็นเพราะต้องการที่จะไปเล่นการพนันหรือไปดื่มกินให้สนุกเป็นหลักอีกต่อไป แต่ไปเพื่อได้เห็นลักษณะอันพิเศษของเมืองนี้   สำหรับผมเเล้ว ลาสเวกัสป็นเมืองที่หรูหราน่าดูเลยล่ะครับ ได้ดูเเค่ภาพถ่ายจากเว็บยังอยากไปเลย.... แต่ไม่มีตังค์55+               เเละที่สุดท้ายนี้คือที่ๆผมอยากไปที่สุดครับ นั่นคือ  หอศิลป์แห่งชาติ รัฐวอชิงตัน


หอศิลป์แห่งชาติ (ภาษาอังกฤษ: National Gallery of Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติที่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1938 โดยรัฐสภาคองเกรส พร้อมกับกองทุนสำหรับสิ่งก่อสร้างและงานศิลปะจำนวนพอสมควรที่อุทิศโดย แอนดรู ดับเบิลยู เมลลอน (Andrew W. Mellon) และงานศิลปะที่อุทิศโดย เลสซิง เจ โรเซ็นวอลด์ (Lessing J. Rosenwald), ศิลปะอิตาลีจากแซมูเอล เฮนรี เครสส์ (Samuel Henry Kress), ประติมากรรมและจิตรกรรมอีกมากกว่า 2,000 ชิ้น, และงานพอร์ซิเลนจากโจเซฟ อี ไวด์เนอร์ (Joseph E. Widener) การอุทิศงานศิลปะเช่นนี้ทำให้หอศิลป์แห่งชาติ (วอชิงตัน ดี.ซี.) เป็นหอศิลป์ที่เป็นเจ้าของงานศิลปะที่ดีที่สุดที่หนึ่งในโลก.................
พี่โตน:ตอนนี้ผมก็พาเพื่อนๆไปรู้จักกับประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาอย่างหอมปากหอมคอแล้วครับ ผมคิดว่าเพื่อนๆคงอยากจะไปเที่ยวดูสักครั้งนะครับ โชคดีครับ
จ๊าบ:ที่ต่อไปที่ พวกเราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกันคือ ดินแดนแห่งพิซซ่าครับ เดี๋ยวผมจะให้ หยงพาไปนะครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------


หยง:ประเทศที่ผมจะพาไปรู้จักกันก็คือ ประเทศอิตาลี ลี่ ลี่ ลี่


อิตาลี (อิตาลี: Italia) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (อิตาลี: Repubblica italiana) เป็นประเทศในทวีปยุโรป บริเวณยุโรปใต้ ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบูต และมีเกาะ 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย และพรมแดนตอนเหนือแบ่งประเทศโดยเทือกเขาแอลป์ กับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย ประเทศอิตาลีเป็นประเทศสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ นาโต และกลุ่มจี 8
อิตาลี มีประเทศอิสระ 2 ประเทศ คือ ซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ของอิตาลี ในขณะที่เมืองกัมปีโอเนดีตาเลีย เป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


สถานที่ท่องเที่ยว 



หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร


โคลอสเซียม
สนามกีฬากลางแจ้งแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ที่ ใหญ่โตของอาณาจักร โรมันสมัยโบราณสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 615 ถึง 623 (ค.ศ. ที่ 72 ถึง 80) ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมาก ปี ๆ หนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน
สนามกีฬาแห่งนี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลง ก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม
   บันไดสเปน (The Spanish Steps) เป็นบันไดที่มีความกว้างและยาวที่สุดในยุโรป  ที่แห่งนี้ถูกเรียกชื่อตามสถานฑูตสเปน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้น  เป็นแหล่งชุมนุมของหนุ่มสาว
  น้ำพุรูปเรือโบราณ ออกแบบโดย แบร์นินี่  ศิลปินบาโรคผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ออกแบบจตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในรัสวาติกันด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามและความใหญ่โตนั่นเอง จึงเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน
  น้ำพุเทรวี่ (The Trevi Fountain)  น้ำพุชิ้นเอกของแบร์นินี่   หัวใจของจตุรัส  navona และจตุรัสนี้ก็ถือเป็นหัวใจของชาวกรุงโรม  เป็นศูนย์กลาง และแหล่งชุมนุมของผู้คนมาทุกยุคสมัย ตามธรรมเนียมแล้วนักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จ๊าบ:เป็นไงบ้างครับแต่ละสถานที่เนี่ย สุดยอดทั้งนั้น ดูอย่างหอเอน หรือสนามกีฬาโคลอสเซียมดูแล้วอยากไปเที่ยวเลยใช่ไหมล่ะครับ 555 อีกประเทศหนึ่งที่ผมจะไปรู้จักกันคือ ประเทศจีน เมืองกวางโจว ครับผม




      ประเทศจีน เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล และเป็นแหล่งรวมประชากรที่หนาแน่นแห่งหนึ่งของโลก  จีนจึงมีความหลากหลายทางภาษาและศิลปวัฒนธรรม  ประเทศจีน  เมืองหลวงคือ กรุงปักกิ่ง มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น กำแพงเมืองจีน และ จัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นต้น ส่วนเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้ และ ฮ่องกง ประเทศจีน มีสถานที่ท่องเที่ยว มากมายหลายแห่ง แต่วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับเมืองพิเศษแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งเคยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ เมืองที่ว่านั้นก็คือ เมืองกวางโจว นั่นเองครับ
กวางโจว กวางโจว หรือ กวางเจา         
                        เมืองกว่างโจวตั้งอยู่ปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของจีน เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และ ซัวเถา นอกจากนั้นยังใกล้กับเขตปกครองพิเศษมาเก๊าและฮ่องกง




ตอนนี้เผมก็จะพาไปรู้จักกับสถานที่สุดฮิตของเมืองกวางโจวกันครับ รับรองเพื่อนๆต้องอึ้ง



วีซ่าจีนขอไม่ยาก สามารถฝากบริษัททัวร์ขอได้ ยิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านบริษัททัวร์ด้วยแล้วสามารถขอความอนุเคราะห์ได้หรือเสียค่าธรรมเนียมนิหน่อยสำหรับผู้ไม่มีเวลา แต่ถ้าท่านมีเวลาสามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chinaembassy.or.th




รถไฟใต้ดินกว่โจว(Guangzhou Metro) มี 4 สาย คือ สายสีเหลืองวิ่ง Xilang - Guangzhou East Railway Station สีน้ำเงินวิ่ง Sanyuanli - Wanshengwei สีส้มวิ่ง Guangzhou East Railway Station/Tianhe Coach Terminal - Panyu Square และสีเขียววิ่ง Wanshengwei – Jinzhou




กังฟูฟาตฟูต(Kung Fu Fast Food) อาหารยอดฮิตของชาวจีนทั้งที่กวางโจว และทั่วแผ่นดินใหญ่ ดังพอ ๆ กับ KFC ของอเมริกาเลยก็ว่าได้ราคาก็ไม่แพงชุดละไม่เกิน 100 บาท  อร่อยไม่เบาเหมือนกัน




CITIC Plaza ตึกสูงที่สุดในกวางโจวและเป็นอันดับ 7 ของโลก(รองจากไทเป 101ไต้หวัน,ปิโตรนาส 2 ตึกที่มาเลเซีย,เซียร์ทาวเวอร์ ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา,จินเหมาทาวเวอร์ ที่เซี่ยงไฮ้ และ Two International Finance Center ที่ฮ่องกง) ตึก CITIC Plazaสูง 391 เมตร สร้างเมื่อ ค.ศ. 1997




Yuexiu Park เป็นที่ตั้งของสถานที่ถ่ายรูปยอดฮิตของนักท่องเที่ยวไทยคือ หินแกะสลักแพะ 5 ตัว(Sculpture of the Five Rams)ซึ่งหินแกะสลักนี้มีชื่อเสียงมากและเป็นสัญลักษณ์ของกวางโจว สวนสาธารณะ Yuexiu Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่  860,000 ตรม.




สวน ดร.ซุน ยัด เซ็น (Sun Yat Sen Memorial Park Guangzhou) เป็นนักปฎิวัติของจีนนับถือคริสต์  เป็นบุคคลสำคัญที่โค่นล้มราชวงศ์ของจีน(ราชวงศ์ชิง)  และเป็นผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง   และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนด้วย   หลังจากนั้นนายพลเจียง ไคเชกเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งแทน  ต่อมาการทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ (ประธานเหมา) รัฐบาลเจียง ไคเชกเป็นฝ่ายแพ้ต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)



แม่น้ำจูเจียง(แม่น้ำไข่มุก) ถือเป็นสายเลือดหลักของกว่างโจวเหมือเจ้าพระยาบ้านเรามีพื้นที่กว่า 42,000 ตร.กม.เป็นเขตสามเหลียมเศรษฐกิจจูเจียงที่เกิดจากการไหลเซาะของแม่น้ำ  อันประกอบด้วยกว่างโจว เซินเจิ้น ฝอซัน จูไห่ ตงก่วน จงซัน และฮุ่ยโจว รวมประชากร 30 ล้านกว่าคน(เกือบครึ่งของประเทศไทย)




ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกวางเจาที่ Chinese Export Commodities  Fair Complex (Pazhou Complex)กวางเจาแฟร์ ครั้งที่ 105 ปีนี้จัดเดือน เม.ย.- พ.ค. เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการลงทุนศึกษาตลาด หรือไปดูงาน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จ๊าบ:ขอบคุณพี่โตนและหยงมากที่หาสถานที่ดีๆมาให้เพื่อนได้รู้จักกัน แล้วผมคิดว่าเพื่อนๆคงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศอเมริกา อิตาลี และประเทศจีน เมืองกวางโจว กันพอสมควรกันนะครับ ผมก็อยากให้เพื่อนได้เปิดโลก และได้เรียนรู้ประเทศต่างๆ เพื่อที่จะได้เป็นความรู้ทั้งใน วันนี้ และในอนาคตนะครับ วันนี้ก็ขอลาไปก่อนนะครับ โชคดีครับเพื่อนๆ ^^

My dream>>




เย็นวันหนึ่งหลังจากที่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนอื่นทยอยกันกลับบ้าน พวกเราชมรมศิลปะก็มานั่งพูดคุยและวางแผนการทำงานกัน วันนี้คุณครูอุ๋ยได้ให้การบ้านผมมา การบ้านชิ้นนี้ไม่เหมือนกับการบ้านชิ้นอื่นที่เคยได้รับมาก่อนครับ


           การบ้านชิ้นนี้มีชื่อด้วย  ชื่อของมันก็คือ ขุดค้น ตัวตน เห็นไหมครับขนาดชื่อก็แปลกแล้ว 555
การบ้านชิ้นนี้ไม่ต้องไปทำรายงานเป็นเล่ม ไม่ต้องไปทำแบบฝึกหัดให้เสียเวลา ไม่ต้องไปอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ง่ายๆนิดเดียวครับ การบ้านชิ้นนี้คือ ให้นั่งเงียบๆคนเดียวแล้วให้ถามใจตัวเองว่า ในอนาคตอยากจะเป็นอะไร อยากจะประกอบอาชีพอะไร และเรียนคณะอะไร มหาวิทยาลัยอะไร และสิ่งที่เราชอบจริงๆคืออะไร  พอถามใจตัวเองได้แล้ว ครูก็บอกว่าให้ไปหาความรู้เรื่องคณะต่างๆที่อยากเรียน โดยการหาในเว็บของแต่มหาวิทยาลัย และให้คะแนน ภาควิชาต่างๆที่มีอยู่ในคณะที่ผมอยากเรียน 
         หลังจากได้การบ้านมาผมก็รีบทำทันทีครับ และได้รู้ว่า




1.อาชีพที่ผมอยากเป็น คือ ครูสอนเกษตร  เกษตรกรรม นักพัฒนาการเกษตร ฯลฯ
2.คณะที่อยากเรียน คือ คณะทรัพยากรธรรมชาติ  คณะเกษตรศาสตร์  คณะครุศาสตร์เกษตร 
คณะอุตสาหกรรมการเกษตร  คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
3.ภาควิชาที่สนใจ คือ ภาควิชาพืชศาสตร์  ภาควิชาพัฒนาการเกษตร ภาควิชาวาริชศาสตร์  ภาควิชาสัตว์ศาสตร์ ฯลฯ
4.วิชาที่ชอบเรียน คือ สังคม ภาษาไทย การงาน ศิลปะ


เหตุผลที่อยากเรียนด้านนี้ คือ เวลาที่ผมได้อยู่กับธรรมชาติผมจะมีความสุข และผมชอบที่ได้เรียนรู้ธรรมชาติครับตอนนี้ผมก็มั่นใจแล้วว่าชอบอะไรและอยากเป็นอะไร ดังนั้นผมจะต้องวางแผนการเรียนให้ดี  แบ่งเวลาให้เป็น และต้องขยันมากกว่านี้ เพื่อตัวผมเองและครอบครัวที่ผมรัก






...............

พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณ สงขลา)




 
พระยาวเชียรคีรี ( ชม ณ สงขลา) เจ้าเมืองสงขลา
ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

 ประวัติ
พระยาวิเชียรคีรี ( ชม ณ สงขลา) หรือที่ชาวบ้านเมืองสงขลาให้สมญานามว่า"เจ้าจอมเมือง" เป็นเจ้าเมืองสงขลาในตระกูล ณ สงขลา คนสุดท้าย (คนที่ ๘) ในระยะที่ตระกูล ณ สงขลา ต้องเผชิญกับปัญหาร้ายแรง ๒ ปัญหาด้วยกัน คือปัญหาความแตกแยกภายในตระกูลและปัญหาการลดบทบาทและอิทธิพลของตระกูลลง เพื่อโอนอำนาจเข้าส่วนกลางพระยาวิเชียรคีรี (ชม) เป็นบุตรคนโตของพระยาสุนทรนุรักษ์ (เนตร) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาและคุณหญิงพับ เกิดที่เมืองสงขลา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๗ ที่บ้านป่าหมาก(ปัจจุบันคือที่ตั้งศาลจังหวัดสงขลา) 



เริ่มเรียนหนังสือกับเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) เมื่ออายุ ๑๑ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ เป็นมหาดเล็กหลวงเวรฤทธิ์ รับราชการในกรุงเทพฯ ได้ ๒ ปี ก็ลาออกมาศึกษาวิชาการอื่นๆ ที่สงขลา เช่น วิชาช่างไม้ ยิงปืน โหราศาสตร์ แพทย์ การเดินเรือ การถ่ายรูป ช่างเหล็ก ช่างทองและการทำแผนที่ทั้งกับครูไทย และครูชาวต่างประเทศหลายคน จนมีความเชี่ยวชาญ อายุได้ ๑๖ ปี (พ.ศ. ๒๔๑๓) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นหลวงวิเศษภักดี (ชม) ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา อายุ ๒๑ ปี ลาอุปสมบทสำนักอาจารย์แดง วัดดอนรัก รับราชการจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้เลื่อนยศเป็นพระสุนทรานุรักษ์(ชม)ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาและรักษาราชการเมืองสงขลาในระยะที่ว่างเจ้าเมือง เพราะพระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) ถึงแก่อสัญกรรม ต้นปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นพระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลารับราชการต่อมาอีก ๑๑ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ถูกปลดออก และเลื่อนเป็นจางวางเมืองสงขลา รับพระราชทานเบี้ยบำนาญปีละ ๘,๐๐๐ บาท สูงกว่าเงินเดือนเดิมหลายเท่าตัว และ ๓ ปี ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๗ ก็ถึงอสัญกรรมด้วยอายุ ๕๐ ปี

ผลงาน
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลา ได้พยายามพัฒนาบ้านเมือง โดยการสร้างถนนคอนกรีตในเมืองสงขลา และถนนวิเชียรชม จากศาลากลางเมืองสงขลาไปยังชายทะเลบริเวณแหลมทรายยางประมาณ ๒ กิโลเมตร ซ่อมแซมเขื่อนหินหน้าจวนริมน้ำ สร้างศาลาทรงฝรั่งบนเขาตังกวนเป็นพระบรมราชูทิศให้แก่รัชกาลที่ ๔ ที่ได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองสงขลาหลายครั้ง และได้ดำเนินการปราบปรามโจรผู้ร้ายบริเวณรอยต่อระหว่างเมืองสงขลา เมืองพัทลุงและเมืองนครศรีธรรมราช

ประวัติ ณ สงขลา และแปดบรรพบุรุษ 
สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษของต้นตระกูล "โรจนะหัสดิน" สืบเชื้อสายมาจากตระกูล "ณ สงขลา" ดังนั้น จึงขอบันทึกประวัติเกี่ยวกับ ตระกูล ณ สงขลา ไว้พอสังเขป

ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล ณ สงขลา*
พระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (ทิตย์) เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล "ณ สงขลา" เขียนเป็นอักษรโรมันว่า "Na Sonkla" ขณะที่ดำรงบรรดาศักดิ์พระพฤกษาภิรมย์ ตามประกาศครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พุทธศักราช 2450 เป็นลำดับที่ 108 ของประเทศ

พระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (ทิตย์) เป็นบุตรพระยาวิเชียรคีรี (ชม) เจ้าเมืองสงขลาคนที่ 8 เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประภาสปักษ์ใต้ ก็ได้ขอมาเป็นเด็กต้นห้องบรรทม และชุบเลี้ยงจนได้รับราชการเป็นมหาดเล็กรับใช้พระองค์ ได้รับราชการต่อในสมัยรัชกาลที่ 6 สุดท้ายดำรงตำแหน่งพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน เจ้ากรมสวนหลวง และเป็นองคมนตรีสมัยรัชกาลที่ 7 แล้วได้กราบบังคมลาราชการ กลับมาอยู่ที่สงขลาเมื่อ พ.ศ. 2470

แปดบรรพบุรุษ
เมื่อ พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงสุวรรณคีรี (เหยี่ยง แซ่เฮา) เป็นผู้ปกครองเมืองสงขลา ต่อมาบุตรและหลานของพระยาสุวรรณคีรี (บรรดาศักดิ์ต่อมา) ได้รับช่วงเป็นเจ้าเมืองสงขลาถึง 8 คน ติดต่อกัน 8 สมัย ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เป็นเวลา 121 ปี

จนเปลี่ยนการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมื่อ พ.ศ. 2439 มีพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นเทศาภิบาล และพระยาวิเชียรคีรี (ชม) ทำหน้าที่เป็นปลัดเทศาภิบาล จนหมดวาระราชการใน พ.ศ. 2444 การปกครองเมืองของตระกูล ณ สงขลา เป็นอันสิ้นสุดความต่อเนื่องที่นานนับ 126 ปี

เจ้าเมืองในตระกูล ณ สงขลา มีดังต่อไปนี้

พระยาสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) พ.ศ. 2318-2327
เจ้าพระยาอินทคีรี (บุญหุ้ย) พ.ศ. 2327-2355
พระยาวิเศษภักดี (เถี้ยนจ๋ง) พ.ศ. 2355-2360 สายสกุล "โรจนะหัสดิน"
พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) พ.ศ. 2360-2390
เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) พ.ศ. 2390-2408
เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) พ.ศ. 2408-2427
พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) พ.ศ. 2427-2431
พระยาวิเชียรคีรี (ชม) พ.ศ. 2431-2444



 สงขลา   
เป็นนามสกุลพระราชทานแก่พระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (ทิตย์) ขณะที่ดำรงบรรดาศักดิ์พระพฤกษาภิรมย์ ตามประกาศครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พุทธศักราช 2450 นามสกุลพระราชทานที่ 108 เขียนแบบอักษรโรมันว่า Na Songkhla

นำเที่ยวเมืองสงขลา




แหล่งท่องเที่ยวในเมืองสงขลาที่คุณต้องไปให้ได้


แหลมสมิหลา
แหลมสมิหลาอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา ห่างจากตลาดสดเทศบาลประมาณ 3 กิโลเมตร มีหาดทรายขาวสะอาดและทิวสนอันร่มรื่น มีร้านขายอาหารอยู่มาก การเดินทางจากหาดใหญ่ใช้รถประจำทางสายหาดใหญ่-สงขลา แต่หากอยู่ในตัวเมืองสงขลาก็มีรถสองแถว บริการจากตัวเมืองไปยังชายหาดในราคาไม่แพงนัก


แหลมสนอ่อน
แหลมสนอ่อน ติดกับแหลมสมิหลาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ด้านทิศตะวันตกของแหลมสนอ่อนเป็นทะเลสาบสงขลา บริเวณรอบ ๆ แหลมสนอ่อนมีถนน สามารถชมทิวทัศน์ได้ทั้งทะเลหลวงและทะเลสาบ นอกจากนี้ยังมีสวนสนซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนและนั่งพักรับประทานอาหาร


เขาตังกวน
อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาน้อย มีบันไดทางขึ้นอยู่ใกล้วัดแหลมทราย (สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต) บนยอดเขามีเจดีย์และตำหนักซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาตังกวนแล้ว สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาและทะเลสาบสงขลาได้อย่างชัดเจน


เก้าเส้ง
อยู่ทางทิศใต้ของหาดสมิหลาประมาณ 3 กิโลเมตร มีถนนแยกจากถนนไทรบุรี ตรงสามแยกสำโรง (โรงพยาบาลประสาท) เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของสงขลา มีโขดหินระเกะระกะอยู่ริมทะเล และมีอยู่ก้อนหนึ่งตั้งเด่นอยู่เหนือโขดหิน ซึ่งชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า "หัวนายแรง"


เกาะหนู-เกาะแมว
เกาะหนู-เกาะแมวเป็นเกาะใกล้ชายฝั่งขนาดเล็ก อยู่นอกแหลมสมิหลา มีหินสวยงามเหมาะสำหรับตกปลา


ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบแห่งเดียวในประเทศไทย มีความยาวจากปากน้ำไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร ส่วนกว้างไม่แน่นอน บางตอนแคบ บางตอนกว้างมาก ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 20-25 กิโลเมตร ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบน้ำจืด แต่จะกร่อยในช่วงที่ติดกับทะเล ตรงปากอ่าวในทะเลสาบมีเกาะอยู่หลายเกาะ ที่สำคัญได้แก่ เกาะใหญ่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะแก้ว เกาะหมาก เกาะราย และเกาะยอ นักท่องเที่ยวสามารถหาเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบได้บริเวณท่าเรืออยู่หลังที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข หรือบริเวณตลาดสด จะมีเรือหางยาวรับส่งตลอดวัน


สวนสัตว์สงขลา
เป็นสวนสัตว์เปิดริมถนนสงขลา-นาทวี ตำบลเขารูปช้าง มีเนื้อที่ 911 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าของไทยคืนสู่ธรรมชาติ พื้นที่เป็นภูเขาเล็ก ๆ หลายลูก มีถนนลาดยางโดยรอบและแยกชนิดสัตว์ไว้เป็นหมวดหมู่ มีสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศและต่างประเทศ เช่น อูฐ นกชนิดต่าง ๆ วัวแดง เสือ จระเข้ ฯลฯ นอกเหนือจากสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ อันควรค่าแก่การศึกษา สวนสัตว์สงขลายังมีจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ จุดชมทิวทัศน์ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองสงขลา บริเวณนั้นมีร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว


วัดมัชฌิมาวาส
วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อยู่ที่ถนนไทรบุรี เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดในจังหวัดสงขลา อายุ 400 ปี สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมเรียกว่าวัดยายศรีจันทร์ กล่าวกันว่ายายศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองสงขลาได้อุทิศเงินสร้างขึ้น ต่อมามีผู้สร้างวัดเลียบทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ทางทิศใต้ ชาวสงขลาจึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า "วัดกลาง" และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดมัชฌิมาวาส" โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสคราวเสด็จเมืองสงขลาเมื่อ พ.ศ. 2431 ในวัดมีโบราณสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ พระอุโบสถ สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นศิลปะประยุกต์ไทย-จีน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่น ภาพท่าเรือสงขลาที่หัวเขาแดงที่มีการค้าขายกันคึกคัก ซุ้มประตู เป็นศิลปะจีนกับยุโรป และมีพิพิธภัณฑ์ "ภัทรศิลป" เป็นที่เก็บพระพุทธรูป วัตถุโบราณ ซึ่งรวบรวมมาจากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์-อังคารและวันหยุดราชการ เวลา 13.00-16.00 น.


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลาตั้งอยู่ที่ถนนวิเชียรชม เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน อายุกว่า 100 ปี เดิมเป็นบ้านพักส่วนตัวของพระยาสุนทรานุรักษ์ (เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา สร้างเมื่อ พ.ศ. 2421 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2437 จึงใช้เป็นที่พำนักและว่าราชการของพระวิจิตรวรศาสตร์ ข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา ซึ่งต่อมาก็คือเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) หลังจากนั้นใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราชและเป็นศาลากลางจังหวัดจนถึงปี พ.ศ. 2496
ในปี พ.ศ. 2516 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอาคารนี้เป็นโบราณสถานและปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2525 ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุภาคใต้ตอนล่าง และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ชาติพันธุ์วิทยา ศิลปะจีน ศิลปะพื้นบ้านพื้นเมือง อาทิ บานประตูไม้เดิมของจวน เป็นศิลปะพุทธศตวรรษที่ 24 ทำด้วยไม้จำหลักเขียนสีและประดับมุกฝีมือช่างชาวจีนชั้นครู แสดงออกถึงคตินิยมในธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี ศาสนาตามแบบจีนที่วิจิตรงดงามยังความสมบูรณ์อยู่มาก โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์แหล่งโบราณคดีจากบ้านเชียงและกาญจนบุรี เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 7431 1728            0 7431 1728      


จดีย์บรรจุพระบรมธาตุวัดชัยมงคล
อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟสงขลา มีเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ ซึ่งได้มาจากศรีลังกา เมื่อ พ.ศ. 2435 ปัจจุบันเป็นวัดหลวง มีอุโบสถและศาลาการเปรียญที่สวยงามมาก


พิพิธภัณฑ์พะทำมะรง
ตั้งอยู่ที่ถนนจะนะ ใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบ้านพักเดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) บิดาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พิพิธภัณฑ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองสถานที่เกิดของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษซึ่งเป็นชาวจังหวัดสงขลา จากคำบอกเล่าความทรงจำในอดีตสมัยที่บิดาของท่านดำรงตำแหน่งพัสดีเรือนจำสงขลา "พะทำมะรง" เป็นตำแหน่งเก่าของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีควบคู่กับตำแหน่งพัสดีปรากฏหลักฐานอยู่ในกฎหมายตราสามดวง และอัยการลักษณะต่าง ๆ ตำแหน่งพะทำมะรงได้ใช้ติดต่อกันมาตลอดจนได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ตำแหน่งพะทำมะรงจึงได้ถูกยกเลิกไป พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น.


บ้านศรัทธา
เป็นบ้านที่ชาวสงขลาพร้อมใจกันสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญทางประวัติศาสตร์มอบให้กับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ต่อมาท่านได้มอบบ้านศรัทธานี้คืนให้กับชาวสงขลาเมื่อปี พ.ศ. 2539 พร้อมกันนี้ชาวจังหวัดสงขลาได้จัดสร้างอาคารหอสมุดกาญจนาภิเษกขึ้น ตรงเชิงเขาใกล้กับบ้านศรัทธาและเปิดเป็นที่ศึกษาค้นคว้า บ้านศรัทธาตั้งอยู่บนเนินเขา ใกล้กับบ้านศรัทธา และเปิดเป็นที่ศึกษาค้นคว้าและท่องเที่ยว บ้านศรัทธานี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงศรัทธาที่ชาวสงขลามีต่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์


พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา-สถาบันทักษิณคดีศึกษา
ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา บริเวณใกล้เชิงสะพานติณฯ ตอนเหนือ และอยู่ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4146 มีพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 1 งาน 39.9 ตารางวา พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่บริเวณเชิงเขา และอีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา และเมื่อขึ้นไปอยู่บนสุดของพื้นที่ จะสามารถมองเห็นทะเลสาบส่วนที่ล้อมเกาะทั้ง 3 ด้าน เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก
สถาบันแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ และมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ไว้เป็นที่น่าสนใจมาก เช่น ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจิตรกรรมฝาผนัง เครื่องดนตรีพื้นบ้าน ตลอดจนผลิตภัณฑ์งานฝีมือต่าง ๆ สถาบันทักษิณคดีศึกษาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา อุทยานวัฒนธรรม ศูนย์วิทยบริการด้านวัฒนธรรม งานส่งเสริมและเผยแพร่ และหมู่บ้านวัฒนธรรมสาธิต สถาบันเปิดให้ผู้สนใจชมในเวลาราชการทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 5 บาท


เกาะยอ
เป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเลสาบสงขลา เดินทางโดยข้ามสะพานติณสูลานนท์ไปตามเส้นทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 408 ทางไปอำเภอสิงหนคร เกาะยอมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,275 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไหล่เขาและที่ราบตามเชิงเขา เหมาะแก่การเกษตรกรรม บนเกาะยอมีการทำสวนผลไม้แบบสุมรุม หมายถึงผลไม้จะผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน ผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยอคือ จำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือจะรับประทานสดก็ได้ และผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทย มีลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล ดอกพะยอม เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย นอกจากนั้นเกาะยอยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังในทะเลสาบสงขลาอีกด้วย


สถานที่แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำสงขลา ตั้งอยู่บริเวณ ปลายแหลมสนอ่อน เป็นโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2549 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศทางน้ำและพันธุ์สัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีเนื้อที่รวม ประมาณ 7.5 ไร่ ตัวอาคารมีเนื้อที่ 2 ไร่ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนน้ำจืด เป็นการจำลองน้ำตกที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ และการแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด ส่วนน้ำกร่อย เป็นการจำลองระบบนิเวศของน้ำ เช่น ป่าชายเลน พืช และสัตว์ที่อาศัยบริเวณป่าชายเลน ส่วนทะเล มีสัตว์ทะเลและพันธุ์ปลาหลากหลาย ชนิดสามารถชมผ่านจอแก้วพานอรามาที่มีขนาดสูง 3 เมตร ยาว 7 เมตร สามารถชมปลาได้ในมุมกว้าง


ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ
เป็นโครงการที่เทศบาลนครสงขลาสรรค์สร้างขึ้นเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณชายหาดสมิหลาให้เป็นสถานที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยวและชาวสงขลา โดยนำเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคที่เชื่อว่า พญานาค ป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดน้ำและความอุดมสมบูรณ์ ชาวใต้จึงนับถือพญานาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต นับเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่เกิดขึ้นของชาวสงขลา
ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดสงขลา มีลักษณะแบบลอยตัว สามารถมองเห็นได้รอบด้าน เนื้อวัตถุเป็นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียว ออกแบบโดยอาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์ (รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณคนปัจจุบัน) มีการสร้างขึ้นเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง หัวพญานาค ตั้งอยู่บริเวณสวนสองทะเล ปลายแหลมสนอ่อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความสูงจากฐานลำตัวจนถึงปลายยอดสุดประมาณ 9 เมตร พ่นน้ำลงสู่ปากอ่าวทะเลสาบสงขลา ส่วนที่สอง สะดือพญานาค ตั้งอยู่บริเวณลานชมดาวสนามสระบัว แหลมสมิหลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำตัว 1.20 เมตร ความยาว 5.00 เมตร ความสูง 2.50 เมตร ลักษณะลำตัวโค้งครึ่งวงกลม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอดใต้สะดือพญานาคให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ส่วนที่สาม หางพญานาค ตั้งอยู่บริเวณชายหาดสมิหลา ริมถนนสะเดา (หลังสนามกอล์ฟ) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร ความยาว 4.00 เมตร ความสูง 4.50 เมตร ปัจจุบันประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมเยือนจังหวัดสงขลา


สะพานติณสูลานนท์
สะพานติณสูลานนท์ (สะพานติณหรือสะพานป๋า) เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ตั้งชื่อเป็นเกียรติแด่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสงขลา เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงที่เชื่อมระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 สายหาดใหญ่-สงขลา กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 408 สายสงขลา-ระโนด โดยสะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา แบ่งออกเป็นสองช่วง คือช่วงแรก เชื่อมระหว่างชายฝั่งอำเภอเมืองสงขลา บริเวณบ้านน้ำกระจายกับเกาะยอตอนใต้ ความยาวรวมเชิงสะพานทั้งสองด้าน 1,140 เมตร ช่วงที่ 2 เชื่อมระหว่างฝั่งด้านเหนือของเกาะยอกับฝั่งบ้านเขาเขียว ความยาวทั้งทั้งสิ้น 1,800 เมตร สะพานนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2527 และเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2529 สะพานแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว ที่จะต้องเดินทางแวะชมควบคู่ไปกับการมาท่องเที่ยวและรับประทานอาหารที่เกาะยอ
 เมืองสงขลาเนี่ยไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมครับ มีสถานที่ดีๆ เรื่องราวดีๆ มากมายที่รอให้คุณมาสัมผัสและหาประการณ์ครับ ดังนั้นเกิดมาครั้งหนึ่งคุณจึงควรมาเยือนเมืองสงขลาให้ได้นะครับ





วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สายใยน้ำเงิน-ขาว



เพลงร่มเมา  
โดย มล.ปานฑิต  ภานุมาส

           ร่มเมาเริ่มผลิดอกออกช่อใหม่                     แลวิไลพราวสะพรั่งทั้งมหาฯ
เพื่อต้อนรับผู้มาใหม่ในสายตา                               มาเถิดมาก้าวผ่านสู่ลานใจ

          ยอบใจกายถวายบังคมบรมรูป                     ควันเทียนธูปโบกสะบัดสะพัดไหว
กลิ่นสุคันธ์อวลอบตลบไป                                     ดวงฤทัยจงตั้งมั่นตามสัญญา

         เมื่อเลือกว่าที่นี่ดีที่สุด                                คือมหาวชิราวุธวิรุธค่า
ก้าวมาแล้วจงทำตนพ้นราคา                           ประหนึ่งเกลือคงเส้นว่ารักษาเค็ม

         พระนามนี้ยากนักจักสัมผัส                           กระจ่างชัดด้วยความดีที่ข้นเข้ม
เมื่อมีสิทธิ์เอื้อมถึงพึงปรีเปรมดิ์                             สุขเกษมด้วยรักที่ไม่มีคลาย

         จงเป็นเหมือนดอกเมาพริ้งเพราช่อ               พร้อมจะก่อต้นต่อไปไม่เบื่อหน่าย
จะร่วงหล่นบนดินหรือบนทราย                              พร้อมก่อกายเป็นต้นใหม่ในพริบตา

         น้ำเงินขาวสู่ยอดเสาอีกคราวครั้ง                 วชิระสถิตขลังเป็นสง่า
รับศิษย์ใหม่ที่ย่างเท้าเก้าเข้ามา                            ร่วมเทิดค่าพระนามย่อม.ว.นิรันดร์.

หนังสือที่ชื่นชอบ



สิ่งมหัศจรรย์ธรรมดา




                                                    "ก้อนหินก็พูดได้ 
                                                     ต้นไม้ก็พูดได้
                                                     ดิน หญ้า ใบไม้ อะไรก็พูดได้
                                                     มันบอกเราอย่างมีค่าที่สุดเลย
                                                     แต่เราฟังไม่ได้ยิน"
                                                                                
                                                                                      พุทธทาสภิกขุ

            โลกของเราแวดล้อมไปด้วย "สิ่งของ" มากมาย บางชิ้นมหัศจรรย์จนผู้คนนำมันไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ของส่วนใหญ่ต่างก็กระจัดกระจายอยู่ตามอาคารบ้านเรือน เป็นเพียงของธรรมดา-ธรรมดา แต่ทว่าทุกสิ่งที่ดูคล้ายธรรมดา ถ้าเราให้เวลา มันจะกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์



           ไม่ได้พิสดารหรือมีอภินิหารอะไร แต่มันพูดอะไรกับเราบางอย่าง และสิ่งที่มันพูดนั้นเองที่มหัศจรรย์ เพราะเป็นเสียงในความเงียบ เสียงที่เราไม่ค่อยได้ยิน "เสียงในใจ"


โดย   นิ้วกลม